อาการปวดเมื่อยล้าตามบ่า ไหล่ หรือหลัง อาจดูเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครก็เป็นได้ แต่สำหรับชาวออฟฟิศที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ความเมื่อยล้าชั่วคราว ทราบหรือไม่ว่า Myofascial Pain Syndrome คือโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อประชากรกว่าร้อยละ 30 และหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการปวดจะทวีความรุนแรงจนกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Myofascial Pain Syndrome คืออะไร และกลไกการเกิดโรค
Myofascial Pain Syndrome คือกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืดแบบเรื้อรัง ซึ่งมีลักษณะเด่นคือการเกิดจุดรวมความปวดที่มีความไวต่อการกระตุ้นสูง กลไกของโรคเกิดจากการที่มัดกล้ามเนื้อทำงานหนักเกินไปจนเกิดการหดเกร็งอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณนั้นได้ยาก ขาดออกซิเจน และเกิดการสะสมของเสียในระดับเนื้อเยื่อ จนกลายเป็นปมกล้ามเนื้อที่อักเสบและปวดร้าวในที่สุด
รู้จัก Trigger Point จุดกดเจ็บตัวการร้ายที่ทำให้ปวดร้าว
หัวใจสำคัญของ Myofascial Pain Syndrome คือการเกิด “Trigger Point” หรือจุดกดเจ็บ ซึ่งเป็นก้อนเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร ซ่อนอยู่ในมัดกล้ามเนื้อ เมื่อเรากดลงไปที่จุดนี้จะรู้สึกปวดอย่างรุนแรง และที่น่ากลัวคือมันมักจะส่งสัญญาณความปวดร้าวไปยังบริเวณอื่นที่อยู่ไกลออกไป (Referred Pain) เช่น กดที่บ่าแต่ร้าวขึ้นไปปวดหัวคล้ายไมเกรน หรือกดที่สะโพกแต่ร้าวลงไปที่ขา
ความแตกต่างระหว่างโรค MPS และกลุ่มอาการไฟโบรมัยอัลเจีย
หลายคนสับสนระหว่างโรค MPS และไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia) แม้ทั้งคู่จะทำให้ปวดกล้ามเนื้อเหมือนกัน แต่ Myofascial Pain Syndrome คืออาการปวดที่จำกัดวงอยู่ในกล้ามเนื้อมัดใดมัดหนึ่งและมีจุดกดเจ็บที่ชัดเจน ในขณะที่ไฟโบรมัยอัลเจียจะเป็นการปวดกระจายทั่วร่างกาย ร่วมกับอาการอ่อนเพลียและการนอนหลับที่ผิดปกติ ซึ่งต้องการแนวทางการวินิจฉัยจากคลินิกกระดูกและข้อที่แตกต่างกัน
สาเหตุและปัจจัยกระตุ้น Myofascial Pain Syndrome
พฤติกรรมการใช้ชีวิตและการทำงานที่ขาดความสมดุล คือปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดโรคนี้ โดยสาเหตุส่วนใหญ่มักมาจาก
- การใช้งานกล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน เช่น การนั่งพิมพ์งานหรือใช้เมาส์ต่อเนื่องหลายชั่วโมง
- การอยู่ในอิริยาบถที่ไม่เหมาะสม (Poor Posture) เช่น การนั่งห่อไหล่ ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ หรือยื่นศีรษะไปข้างหน้า
- การได้รับอุบัติเหตุหรือแรงกระแทกโดยตรงต่อกล้ามเนื้อ ทำให้เส้นใยกล้ามเนื้อบาดเจ็บและหดเกร็งตัว
- สภาพจิตใจ เช่น ความเครียดและความวิตกกังวล ที่ส่งผลให้กล้ามเนื้อตึงตัวโดยไม่รู้ตัว
- ภาวะทางกายภาพอื่น ๆ เช่น การขาดวิตามินบางชนิด หรือโครงสร้างร่างกายที่ผิดปกติ เช่น ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน
เช็กอาการ Myofascial Pain Syndrome คือแบบไหนที่ควรรักษา
หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้สะสมเกิน 3-6 เดือน นั่นเป็นสัญญาณชัดเจนว่า Myofascial Pain Syndrome คือปัญหาที่คุณต้องรีบจัดการ
- ปวดกล้ามเนื้อลึก ๆ และเรื้อรังในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง เช่น ต้นคอ สะบัก หรือเอว
- คลำพบก้อนแข็งที่กดแล้วเจ็บมากภายในมัดกล้ามเนื้อ
- อาการปวดร้าวไปยังบริเวณอื่นเมื่อขยับร่างกายหรือเมื่อถูกกดที่จุด Trigger Point
- กล้ามเนื้อมีอาการตึงตัวมากจนขยับข้อต่อได้ไม่สุด (Range of Motion ลดลง)
- อาการปวดรุนแรงขึ้นเมื่อมีความเครียด พักผ่อนน้อย หรืออยู่ในสภาพอากาศเย็น
เทคนิคกายภาพบำบัดฟื้นฟู Myofascial Pain Syndrome
หัวใจของการรักษา Myofascial Pain Syndrome คือการสลายจุดกดเจ็บและคืนความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อ ซึ่งการทำกายภาพบำบัดยุคใหม่ให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและตรงจุดมากกว่าการนวดทั่วไป
การใช้คลื่นกระแทก Shockwave และเลเซอร์พลังงานสูงลดปวด
การรักษาด้วยคลื่นกระแทก (Shockwave Therapy) จะส่งพลังงานไปกระแทกที่จุด Trigger Point เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบาดเจ็บใหม่ในระดับที่ร่างกายซ่อมแซมได้ ช่วยสลายพังผืดและเพิ่มการไหลเวียนเลือด ส่วนเลเซอร์พลังงานสูง (High Power LASER) จะช่วยลดการอักเสบในเนื้อเยื่อชั้นลึกและบรรเทาอาการปวดได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เจ็บตัว
การทำ Ultrasound Therapy เพื่อคลายปมกล้ามเนื้อระดับลึก
เครื่องอัลตราซาวด์จะส่งคลื่นเหนือเสียงลงไปสร้างความร้อนลึกในชั้นกล้ามเนื้อ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเนื้อเยื่อและลดการยึดเกาะของพังผืดที่รัดตัวเส้นประสาท เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ Myofascial Pain Syndrome คือโรคที่จัดการได้ง่ายขึ้นเมื่อใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมควบคู่กับการยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี
คำแนะนำการปรับสรีระป้องกัน Myofascial Pain Syndrome
การป้องกัน Myofascial Pain Syndrome คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทำงาน (Ergonomics) โดยเริ่มจากการจัดโต๊ะทำงานให้ขอบบนของจอภาพอยู่ระดับสายตา พนักพิงเก้าอี้เอน 100-110 องศาเพื่อรองรับหลัง ปรับความสูงให้เท้าวางราบกับพื้น และที่สำคัญที่สุดคือต้องลุกขึ้นขยับร่างกายทุก ๆ 1 ชั่วโมง เพื่อลดการเกร็งค้างของกล้ามเนื้อ และป้องกันการก่อตัวของจุดกดเจ็บในระยะยาว
รักษาอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังที่ KLOSS Wellness Clinic
ที่ KLOSS Wellness Clinic เรามุ่งเน้นการแพทย์เชิงป้องกันและฟื้นฟู (Regenerative Medicine) เพื่อให้คุณหลุดพ้นจากวงจรความปวดอย่างยั่งยืน หากคุณสงสัยว่าอาการปวดของคุณเข้าข่าย Myofascial Pain Syndrome หรือไม่ ทีมแพทย์และนักกายภาพบำบัดของเราพร้อมตรวจประเมินอย่างละเอียด ออกแบบโปรแกรมเฉพาะบุคคลด้วยเทคโนโลยีมาตรฐานสากล เพื่อส่งเสริมกระบวนการฟื้นฟูตามธรรมชาติของร่างกาย ให้คุณพร้อมกลับมาทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ
สรุปแนวทางจัดการ Myofascial Pain Syndrome เพื่อสุขภาพดี
การทำความเข้าใจว่า Myofascial Pain Syndrome คือสัญญาณเตือนให้คุณหันมาดูแลตัวเอง คือจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดี หากคุณกำลังเผชิญกับอาการปวดเรื้อรังที่รบกวนชีวิต ไม่ว่าจะเป็นปวดคอ บ่า หรือมีปัญหา อาการข้อเข่าเสื่อม ร่วมด้วย การเข้ามารับคำปรึกษาที่ KLOSS Wellness Clinic จะช่วยให้คุณได้รับการดูแลอย่างตรงจุด มั่นใจได้ในทุกการรักษาเพื่อชีวิตที่ยืนยาวและเปี่ยมด้วยคุณภาพ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Myofascial Pain Syndrome
Myofascial Pain Syndrome คือโรคที่รักษาให้หายขาดได้ไหม?
หายขาดได้หากได้รับการรักษาที่ต้นเหตุ ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและท่าทางในการทำงานอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดจุดกดเจ็บใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง
จุดกดเจ็บ Myofascial Pain Syndrome คืออะไรและเกิดจากอะไร?
คือปมกล้ามเนื้อที่หดเกร็งตัวจนเป็นก้อนแข็ง เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ หรือหนักเกินไป จนขาดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณนั้น
อาการปวดร้าว Myofascial Pain Syndrome คือสัญญาณอันตรายไหม?
มักไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตแต่เป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทเริ่มถูกรบกวน หากทิ้งไว้เนิ่นนานอาจลุกลามจนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังที่รักษายากขึ้น

