เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย เกิดจากอะไร? คือสัญญาณเตือนโรคอะไร? คุณกำลังรู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกายอยู่บ่อยครั้งหรือไม่? ความรู้สึกอ่อนล้าที่เกิดขึ้นทุกวันจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงาน อาจไม่ใช่แค่เรื่องของการพักผ่อนไม่เพียงพอเท่านั้น แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อน หรืออาจเป็นกลุ่มอาการอ่อนล้าเรื้อรังที่ต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างจริงจัง
กลุ่มอาการอ่อนล้าเรื้อรัง (Chronic fatigue syndrome, CFS)
กลุ่มอาการอ่อนล้าเรื้อรัง (CFS) หรือที่เรียกว่า Myalgic Encephalomyelitis (ME) คือภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกายอย่างรุนแรงและต่อเนื่องยาวนานกว่า 6 เดือน โดยไม่มีสาเหตุทางกายที่ชัดเจน และอาการจะไม่ทุเลาลงแม้ว่าจะได้พักผ่อนแล้ว ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป
สาเหตุของ CFS
ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของกลุ่มอาการ CFS ได้ แต่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น การติดเชื้อไวรัสบางชนิดมาก่อนหน้านี้ ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การขาดสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย หรืออาจมีปัญหาสุขภาพจิตเข้ามาเกี่ยวข้อง
การวินิจฉัย CFS
การวินิจฉัยกลุ่มอาการ CFS นั้นต้องใช้เกณฑ์ตามที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) กำหนด โดยต้องมีอาการอ่อนเพลียรุนแรงสะสมยาวนานกว่า 6 เดือน และต้องมีอาการทางกายอื่น ๆ ร่วมด้วยอย่างน้อย 4 ข้อ ดังนี้
- ความอ่อนเพลียเมื่อยล้าไม่สบายตัว หลังจากทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อย และต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าปกติ
- นอนหลับไม่สนิท หรือนอนหลับไม่เต็มอิ่ม ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น
- ความจำไม่ดี หรือ ไม่มีสมาธิ
- ปวดกล้ามเนื้อ หรือ ปวดตามข้อ โดยที่ข้อนั้น ๆ ไม่มีอาการบวมแดง
- เจ็บคอ
- เจ็บตามต่อมน้ำเหลือง (แต่คลำแล้วต่อมน้ำเหลืองไม่โต)
- อาการปวดหัว ที่เกิดขึ้นใหม่และมีลักษณะไม่เคยเป็นมาก่อน
การวินิจฉัยแยกโรคของ CFS
ก่อนที่จะวินิจฉัยว่าเป็น CFS แพทย์จะต้องพยายามตัดสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกายออกไปก่อน เนื่องจากอาการเหล่านี้เป็นอาการร่วมที่พบได้ในหลายโรค เช่น
- โรคระบบต่อมไร้ท่อ: เช่น ภาวะพร่องไทรอยด์ (Hypothyroidism), โรคเบาหวาน หรือโรคที่เกี่ยวกับต่อมหมวกไต
- โรคเลือดหรือมะเร็ง: เช่น ภาวะโลหิตจาง (Anemia) หรือโรคมะเร็งที่แพร่กระจาย
- โรคติดเชื้อ: เช่น ไวรัสตับอักเสบ, วัณโรค หรือการติดเชื้อไวรัสเรื้อรังอื่น ๆ
- โรคทางจิตเวช: เช่น โรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวล
- โรคทางรูมาโต: เช่น โรคกล้ามเนื้ออักเสบ หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
การรักษา CFS
เนื่องจากยังไม่มีวิธีรักษา CFS โดยเฉพาะ การรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การควบคุมและบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยแต่ละราย และมักใช้หลายวิธีร่วมกัน ดังนี้
- การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT): ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจและปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมที่แสดงออกต่อสภาวะของตนเอง ทำให้รู้สึกว่าสามารถควบคุมอาการได้ดีขึ้น
- การออกกำลังกายแบบมีระดับ: การออกกำลังกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอและค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางกาย และเพิ่มความทนทานต่อกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยลดความเหนื่อยล้าได้
- การใช้ยารักษาตามอาการ: เช่น การใช้ยานอนหลับเพื่อปรับปรุงคุณภาพการนอน ยาลดอาการปวด หรือยารักษาภาวะซึมเศร้า (หากพบอาการร่วม)
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: การปรับปรุงสุขลักษณะการนอน การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และการพักผ่อนอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ความเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกายดีขึ้นได้
7 สาเหตุของอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
นอกจากกลุ่มอาการ CFS แล้ว อาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกายยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ดังนี้
1. การอดนอน
การนอนหลับอย่างมีคุณภาพและเพียงพอเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูร่างกาย ผู้ใหญ่ควรนอนหลับอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อวัน การนอนหลับที่ไม่เพียงพอหรือไม่มีคุณภาพเนื่องจากความเครียดหรือโรคต่าง ๆ จะไปรบกวนช่วงของการหลับลึก ทำให้เซลล์ไม่ได้รับการซ่อมแซมอย่างเต็มที่ เมื่อตื่นมาจึงรู้สึกง่วงและเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย
2. ความเครียด
การต้องเผชิญกับความเครียดเป็นเวลานาน ๆ อย่างต่อเนื่องจะส่งผลต่อการทำงานของสมอง และกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบได้ง่าย นำไปสู่ความรู้สึกอ่อนล้าและภาวะเหนื่อยล้าจากความเครียด (Stress-related exhaustion disorder) การเรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียด เช่น การออกกำลังกายเบา ๆ หรือการทำสมาธิจึงเป็นสิ่งจำเป็น
3. โรคต่าง ๆ
อาการอ่อนเพลียสามารถเป็นผลมาจากโรคทางกายและทางจิตหลายชนิด เมื่อมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกายร่วมด้วย ควรพิจารณาถึงโรคเหล่านี้ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ภาวะซึมเศร้า โรคเบาหวาน หรือแม้แต่ภาวะที่ทำให้เกิดอาการปวดหัวเรื้อรัง ซึ่งการรักษาโรคต้นเหตุจะช่วยให้อาการอ่อนล้าดีขึ้น
4. รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่
การที่ร่างกายไม่ได้รับแคลอรีและสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอต่อความต้องการ จะทำให้ร่างกายต้องดึงไขมันและมวลกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานแทน ซึ่งส่งผลให้ร่างกายสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและรู้สึกอ่อนเพลียได้ นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงยังอาจรบกวนการนอนหลับและทำให้ตื่นมาไม่สดชื่น
5. ขาดสารอาหาร
การขาดวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด เช่น วิตามิน B2, B6, B12, C, D, ธาตุเหล็ก และแมกนีเซียม เป็นสาเหตุหลักของอาการอ่อนล้าที่หาสาเหตุอื่นไม่ได้ เพราะสารอาหารเหล่านี้จำเป็นต่อการเผาผลาญและการลำเลียงออกซิเจนในร่างกาย หากสงสัยว่าอาการอ่อนเพลียเกิดจากการขาดสารอาหาร การตรวจเลือดเพื่อประเมินระดับสารอาหารจะช่วยให้สามารถแก้ไขได้ตรงจุด
6. บริโภคคาเฟอีนมากเกินไป
แม้ว่าคาเฟอีนจะช่วยให้รู้สึกตื่นตัว แต่การบริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงบ่ายหรือเย็น อาจรบกวนวงจรการนอนหลับของคุณได้ ทำให้ผล็อยหลับยาก ตื่นนอนกลางคืน และรู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกายในเวลากลางวัน ควรลดปริมาณคาเฟอีนและสังเกตคุณภาพการนอนหลับของตนเอง
7. น้ำหนักตัวมากเกินไป
ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป หรือเป็นโรคอ้วน มักมีวงจรการนอนหลับที่ไม่สม่ำเสมอ และเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รู้สึกง่วงนอนในตอนกลางวัน การรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสมจึงช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนและรักษาระดับพลังงานในระหว่างวันได้ดี
สรุปบทความ
อาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่พฤติกรรมการใช้ชีวิตไปจนถึงโรคร้ายแรง การใส่ใจดูแลสุขภาพและการพักผ่อนที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากอาการอ่อนเพลียของคุณไม่หายไปหรือมีอาการที่น่าสงสัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น มีอาการ เวียนหัว ความดันสูง วิธีแก้ ไม่ดีขึ้น ลองปรึกษา KLOSS Wellness Clinic เราพร้อมดูแลสุขภาพองค์รวมทั้งภายนอกและภายในของคุณ ด้วยการรักษาที่เน้นการซ่อมแซมร่างกายลึกถึงระดับเซลล์ ด้วยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย
ทำไมถึงรู้สึกไม่มีแรงและไม่อยากทำอะไร
อาจเกิดจากภาวะซึมเศร้า ความเครียด การขาดสารอาหาร การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเป็นสัญญาณของภาวะอ่อนล้าเรื้อรัง
อาการเหนื่อยสะสมเป็นสัญญาณของโรคอะไร
อาจเป็นสัญญาณของโรคไทรอยด์ต่ำ เบาหวาน ภาวะโลหิตจาง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือกลุ่มอาการอ่อนล้าเรื้อรัง
ขาดวิตามินอะไรทำให้อ่อนเพลีย
การขาดวิตามินที่ทำให้เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย คือ วิตามินดี และกลุ่มวิตามินบี โดยเฉพาะ B12 และธาตุเหล็ก