อาการปวดเสียวที่หัวเข่า ลุกก็โอย นั่งก็โอย กลายเป็นปัญหาที่กัดกินคุณภาพชีวิตของใครหลายคน เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงเคยตั้งคำถามว่า อาการข้อเข่าเสื่อมสามารถรักษาหายได้ด้วยตนเองได้ไหม หรือจำเป็นต้องลงเอยด้วยการผ่าตัดเสมอไป ในบทความนี้จะพาไปเจาะลึกภาวะข้อเข่าเสื่อม พร้อมแนวทางการดูแลตัวเองที่ถูกต้องเพื่อช่วยชะลอความเสื่อมและให้คุณสามารถเคลื่อนไหวได้คล่องตัวอีกครั้ง
ทำความเข้าใจภาวะข้อเข่าเสื่อม ภัยเงียบที่ไม่ได้เกิดแค่กับผู้สูงอายุ
ภาวะข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) คือการที่กระดูกอ่อนผิวข้อ (Cartilage) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนโช้คอัพคอยลดแรงกระแทกภายในข้อเข่าเกิดการสึกหรอ และบางลงตามกาลเวลา แม้ว่าอายุที่มากขึ้นจะเป็นปัจจัยหลัก แต่ในปัจจุบันเราพบผู้ป่วยที่อายุน้อยลงเรื่อย ๆ เผชิญกับภาวะนี้ เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต การออกกำลังกายที่หนักเกินไป หรือภาวะน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ซึ่งล้วนเป็นตัวเร่งให้ข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควร
เช็กสัญญาณเตือน! อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเผชิญภาวะข้อเข่าเสื่อม
การสังเกตตนเองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเป็นสิ่งสำคัญ หากคุณมีอาการเหล่านี้สะสมเกิน 1 – 2 สัปดาห์ อาจเป็นสัญญาณเตือนของข้อเข่าเสื่อมได้ ดังนี้
- มีเสียงกรอบแกรบภายในข้อเข่าขณะเคลื่อนไหว
- รู้สึกเข่าตึงฝืด โดยเฉพาะหลังตื่นนอนตอนเช้า หรือเมื่อนั่งพักนานๆ
- ปวดเสียวที่ข้อเข่าเวลาขึ้น-ลงบันได หรือเวลาลุกจากเก้าอี้
- เข่ามีลักษณะผิดรูป หรือบวมแดงเมื่อมีการใช้งานหนัก
ไขข้อสงสัย “ข้อเข่าเสื่อมรักษาหายได้ด้วยตนเอง” ได้จริงหรือไม่?
หากถามว่า “ข้อเข่าเสื่อมรักษาหายได้ด้วยตนเอง” ได้จริงไหม? คำตอบในเชิงการแพทย์คือไม่สามารถหายขาดได้เอง เนื่องจากกระดูกอ่อนผิวข้อไม่มีหลอดเลือดมาเลี้ยงทำให้ซ่อมแซมตัวเองได้จำกัด แต่สามารถรักษาให้อาการหายไปและกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ ผ่านการชะลอความเสื่อมและสร้างความแข็งแรงรอบข้อเข่า เพื่อไม่ให้อาการลุกลามจนต้องผ่าตัดนั่นเอง
5 วิธีดูแลและบรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อมด้วยตนเองที่บ้าน
การรักษาอาการข้อเข่าเสื่อมให้หายได้ด้วยตนเอง ในแง่ของการบรรเทาอาการปวด แนะนำให้ปฏิบัติตาม 5 ขั้นตอนนี้
1. การควบคุมน้ำหนักตัวเพื่อลดแรงกดทับ (Weight Management)
น้ำหนักตัวที่มากเกินไปเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น เนื่องจากทุกๆ น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม จะส่งแรงกดไปยังข้อเข่ามากขึ้นถึง 3 – 4 เท่าในขณะเดินหรือขึ้นลงบันได เพราะฉะนั้นการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมจึงช่วยลดภาระของข้อเข่า ลดอาการปวด และชะลอการเสื่อมของกระดูกอ่อนในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรเน้นการปรับพฤติกรรมการกินร่วมกับการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับผู้มีปัญหาข้อเข่า
2. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและเลี่ยงท่าทางที่ทำร้ายข้อเข่า
การนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งยอง ๆ เป็นเวลานาน จะเพิ่มแรงอัดภายในข้อเข่าและเร่งการสึกหรอของข้อต่อ ควรเลือกนั่งบนเก้าอี้ที่มีความสูงเหมาะสม ลุก-นั่งอย่างถูกวิธี และหลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดบ่อยๆ นอกจากนี้ การสวมรองเท้าที่พื้นนุ่มและซัพพอร์ตอุ้งเท้าได้ดี ยังช่วยลดแรงกระแทกที่ส่งขึ้นไปยังข้อเข่าได้อีกด้วย
3. การออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อรอบเข่า (Strengthening Exercise)
การมีกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าที่แข็งแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps) จะช่วยพยุงข้อเข่าและรับแรงแทนกระดูกข้อต่อ ทำให้ข้อเข่าทำงานได้มั่นคงมากขึ้น แนะนำให้เลือกการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่ำ เช่น การว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือการเดินในน้ำ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยไม่เพิ่มแรงกดทับที่ข้อเข่ามากเกินไป ควรทำอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละคน
4. การประคบร้อนและเย็นเพื่อจัดการอาการอักเสบและฝืดตึง
การประคบเป็นวิธีบรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อมที่ทำได้ง่ายที่บ้าน หากมีอาการปวด บวม แดง หรือร้อน ควรประคบเย็นเพื่อลดการอักเสบและอาการบวม แต่หากมีอาการตึง ฝืด หรือปวดเมื่อยเรื้อรัง การประคบร้อนจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบข้อเข่าผ่อนคลายมากขึ้น การเลือกใช้ความร้อนหรือความเย็นให้เหมาะกับอาการจะช่วยบรรเทาความไม่สบายได้อย่างปลอดภัย
5. การใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงเข่าเพื่อเพิ่มความมั่นคงในการเดิน
ในผู้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อมระดับปานกลางถึงมาก อาจเริ่มรู้สึกว่าเข่าไม่มั่นคงหรือเดินแล้วเจ็บง่าย การใช้อุปกรณ์พยุงเข่า เช่น สนับเข่า (Knee Support) จะช่วยกระจายแรงกด ลดการเคลื่อนไหวที่ผิดแนว และเพิ่มความมั่นคงให้กับข้อเข่า ทำให้สามารถเดินหรือทำกิจกรรมประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับขนาดและระดับอาการ เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด และไม่ควรใส่ตลอดเวลา หรือใส่ตอนนอน เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อลีบได้ (Muscle Atrophy)
เมื่อการดูแลตัวเองไม่เพียงพอ สัญญาณแบบไหนที่ควรพบแพทย์เฉพาะทาง?
หากคุณพยายามปรับพฤติกรรมแล้ว แต่อาการปวดยังคงรบกวนการนอน หรือเริ่มมีอาการเข่าทรุด ขณะเดิน นี่คือสัญญาณว่าโครงสร้างภายในข้อเข่าอาจเสียหายมากเกินกว่าจะดูแลเองได้ แนะนำให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยด้วยการ X-ray หรือ MRI จะช่วยให้ทราบระยะของโรคที่ชัดเจนขึ้น
ทางเลือกการรักษาข้อเข่าเสื่อมยุคใหม่โดยไม่ต้องผ่าตัด
ปัจจุบัน การรักษาข้อเข่าเสื่อมไม่จำเป็นต้องจบลงที่การผ่าตัดเสมอไป โดยปัจจุบันก็มีทางเลือกในการรักษาอาการข้อเข่าเสื่อมมากมมาย ได้แก่
การทำกายภาพบำบัดและเทคโนโลยีลดปวดล้ำสมัย
การทำกายภาพบำบัดยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาข้อเข่าเสื่อม แต่ในปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีลดปวดและฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่ทันสมัยเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น
- High Power Laser Therapy ที่สามารถลดการอักเสบในระดับลึก กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และเร่งกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
- Shockwave Therapy ที่ช่วยคลายพังผืด ลดอาการปวดเรื้อรัง และกระตุ้นการฟื้นฟูของข้อเข่าได้เร็วกว่าการทำกายภาพแบบเดิม ทำให้ผู้ป่วยเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนและใช้เวลาฟื้นตัวน้อยลง
นวัตกรรมฉีดสารน้ำเลี้ยงไขข้อ (HA) และการฟื้นฟูด้วยชีวโมเลกุล (PRP)
อีกหนึ่งทางเลือกคือการฉีดสารน้ำเลี้ยงข้อเข่า โดยการฉีดกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid: HA) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนการเติมน้ำมันหล่อลื่นให้ข้อเข่า ช่วยลดแรงเสียดสี เพิ่มความลื่นไหลในการเคลื่อนไหว และลดอาการปวดขณะเดินหรือใช้งานข้อเข่า
ในขณะเดียวกัน การฉีด PRP (Platelet-Rich Plasma) เป็นการนำเกล็ดเลือดเข้มข้นจากเลือดของผู้ป่วยเองมาสกัด เพื่อดึงสาร Growth Factor ไปกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ลดการอักเสบ และฟื้นฟูข้อเข่าในระดับโครงสร้าง ถือเป็นแนวทางการรักษาแบบฟื้นฟูจากภายในที่ปลอดภัยและตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการชะลอข้อเข่าเสื่อมโดยไม่ต้องผ่าตัด
ฟื้นฟูข้อเข่าเสื่อมอย่างตรงจุดที่ KLOSS Wellness Clinic
หากคุณกำลังมีอาการปวดหัวเข่า และไม่รู้ว่าควรจะเริ่มรักษาอย่างไรดี ที่ KLOSS Wellness Clinic พร้อมเป็นคำตอบด้วยการดูแลรักษาอย่างเป็นระบบ โดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านกระดูกและข้อ ผสานเทคโนโลยีฟื้นฟูข้อเข่าแบบองค์รวมโดยไม่ต้องผ่าตัด ช่วยลดอาการปวด ฟื้นฟูการเคลื่อนไหว และชะลอความเสื่อมของข้อเข่า เพื่อให้คุณกลับมาเดินเหินได้คล่องแคล่วและใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
สรุปบทความ
แม้ว่าภาวะข้อเข่าเสื่อมจะสามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการดูแลตนเอง แต่การรักษาให้หายขาดด้วยวิธีเดียวอาจเป็นเรื่องยาก ทั้งนี้ การฟื้นฟูข้อเข่าอย่างมีประสิทธิภาพจึงควรอาศัยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันควบคู่กับการรักษาทางการแพทย์ที่เหมาะสมและทันสมัย แนวทางการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่วันนี้ จะช่วยลดอาการปวด ชะลอความเสื่อมของข้อเข่า และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
คลอสคลินิกเวชกรรม ศูนย์รักษาข้อเข่าเสื่อมโดยใช้เซลล์บำบัด เน้นการดูแลสุขภาพองค์รวมทั้งภายนอกและภายในของทุกท่าน โดยเน้นการรักษาแบบไม่ใช้ยาเคมี และไม่มีการผ่าตัด โดยแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางโดยตรง เราพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาสุขภาพของคุณ พร้อมทั้งวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลให้คุณกลับมาเคลื่อนตัวไปอย่างมั่นใจเช่นเดิม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
อาการข้อเข่าเสื่อมในระยะแรกสามารถรักษาหายขาดได้ไหม?
ในระยะแรกเราสามารถรักษาให้หายจากอาการปวด และหยุดยั้งไม่ให้โรคลุกลามได้ ผ่านการปรับพฤติกรรมและการทำกายภาพบำบัด แต่โครงสร้างกระดูกอ่อนที่สึกไปแล้วอาจจะไม่กลับมาสมบูรณ์เท่าเดิม
ข้อเข่าเสื่อมรักษาหายได้ด้วยตนเองโดยการกินคอลลาเจนอย่างเดียวเพียงพอไหม?
คอลลาเจน (โดยเฉพาะ Type II) มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างน้ำเลี้ยงและกระดูกอ่อน โดยร่างกายจะย่อยคอลลาเจนเป็นกรดอะมิโนเพื่อนำไปสร้างความแข็งแรง แต่การกินเพียงอย่างเดียวโดยไม่ปรับพฤติกรรมหรือออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อ มักจะได้ผลลัพธ์ไม่ชัดเจน ควรใช้ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพด้านอื่น
หากมีอาการปวดเข่าจี๊ดๆ ตอนก้าวขึ้นบันได ถือว่าเป็นข้อเข่าเสื่อมหรือยัง?
อาการปวดจี๊ดขณะรับน้ำหนักเป็นสัญญาณของข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น หรืออาจเกิดจากสะบ้าอักเสบ ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินอย่างละเอียดก่อนที่อาการจะลุกลาม
การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าหรือฉีดเกล็ดเลือด (PRP) ช่วยให้ข้อเข่าเสื่อมดีขึ้นได้อย่างไร?
การฉีดน้ำเลี้ยงข้อช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างกระดูก ส่วน PRP ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อและลดการอักเสบจากภายใน ทั้งสองวิธีช่วยลดอาการปวดและช่วยให้เคลื่อนไหวข้อเข่าได้ลื่นไหลขึ้นโดยไม่ต้องใช้ยาแก้ปวดต่อเนื่อง

