ชวนรู้จักโรคข้อเข่าเสื่อม เพื่อรู้ทันอาการ สาเหตุ และแนวทางการรักษาที่ถูกวิธี

Facebook

เมื่อก้าวเข้าสู่วัยที่ร่างกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง อาการปวดเข่ามักเป็นสัญญาณแรก ๆ ที่บั่นทอนความสุขในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะภาวะเข่าเสื่อมที่หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องธรรมชาติของอายุ แต่ความจริงแล้วหากเรามีความเข้าใจถึงสาเหตุและสัญญาณเตือนอย่างถูกต้อง เราจะสามารถชะลอความเสื่อมและฟื้นฟูข้อต่อให้กลับมาแข็งแรง เพื่อก้าวเดินเคียงข้างคนที่คุณรักได้อย่างยั่งยืน

โรคข้อเข่าเสื่อมคืออะไร

โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) คือสภาวะที่กระดูกอ่อนผิวข้อ (Cartilage) เกิดการสึกหรอและเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลาหรือการใช้งาน เมื่อผิวกระดูกที่เคยเรียบเนียนหายไป จะทำให้กระดูกภายในข้อเข่าเกิดการเสียดสีกันโดยตรงขณะเคลื่อนไหว นำไปสู่การอักเสบ ความเจ็บปวด และหากปล่อยทิ้งไว้นานอาจส่งผลให้ข้อเข่าผิดรูปและสูญเสียฟังก์ชันการทำงานไปในที่สุด

โรคข้อเข่าเสื่อมเกิดจากอะไร

ปัญหาเข่าเสื่อม ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่เป็นกระบวนการสะสมของความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในข้อต่อ ซึ่งเราสามารถแบ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความเสื่อมของข้อเข่าออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

สาเหตุจากความเสื่อมแบบปฐมภูมิ (primary knee osteoarthritis)

เป็นการเสื่อมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติโดยไม่มีเหตุการณ์กระตุ้นภายนอกที่ชัดเจน ส่วนใหญ่สัมพันธ์กับปัจจัยภายในร่างกายและพฤติกรรมการใช้ชีวิตสะสมเป็นเวลานานจนทำให้เข่าเสื่อมลง

อายุเพิ่มมากขึ้น

อายุถือเป็นปัจจัยหลักของภาวะเข่าเสื่อม เมื่อเราอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะเริ่มสร้างกระดูกอ่อนทดแทนส่วนที่สึกหรอได้น้อยลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการรับแรงกระแทกของข้อเข่าลดลงเรื่อย ๆ ตามวัยที่เพิ่มขึ้น

เพศ

งานวิจัยระบุชัดเจนว่าเพศหญิงมีความเสี่ยงต่อภาวะเข่าเสื่อมมากกว่าเพศชายถึง 2-3 เท่า โดยเฉพาะในช่วงวัยหมดประจำเดือนที่ร่างกายขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการเสื่อมสลายของกระดูกอ่อนผิวข้อ

กรรมพันธุ์

โครงสร้างร่างกายบางอย่างที่ส่งผลต่อสมดุลของข้อเข่าสามารถถ่ายทอดผ่านพันธุกรรมได้ หากคนในครอบครัวสายตรงมีประวัติปวดเข่า หรือเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมรุนแรง คุณอาจมีความเสี่ยงที่กระดูกอ่อนจะเสื่อมสภาพเร็วกว่าคนทั่วไป

น้ำหนักตัว

น้ำหนักที่เกินมาตรฐานส่งผลโดยตรงต่อแรงกดทับภายในข้อเข่า ทุก ๆ 1 กิโลกรัมที่เพิ่มขึ้นจะสร้างภาระให้เข่ารับแรงมากขึ้นถึง 4 เท่า ความอ้วนจึงเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควรอย่างเลี่ยงไม่ได้

การใช้งานมากเกินไป

พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การนั่งพับเพียบ นั่งยอง ๆ หรือการขึ้นลงบันไดบ่อยครั้ง รวมถึงอาชีพที่ต้องยืนนาน ๆ จะทำให้เกิดแรงเค้นในข้อเข่าสูงกว่าปกติ นำไปสู่การสึกหรอของกระดูกอ่อนอย่างรวดเร็วจนเกิดอาการเข่าเสื่อม

ความบกพร่องของส่วนประกอบของข้อ

ภาวะกล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรงหรือเส้นเอ็นรอบข้อเข่าที่หลวมผิดปกติ จะทำให้การกระจายน้ำหนักในข้อเข่าไม่สมดุล ส่งผลให้ผิวข้อบางส่วนต้องรับแรงกระแทกหนักเกินไปจนเกิดความเสียหายสะสมและเข่าเสื่อมในที่สุด

ความเสื่อมแบบทุติยภูมิ (secondary knee osteoarthritis)

เป็นการเสื่อมที่เกิดขึ้นหลังจากมีเหตุการณ์ผิดปกติมากระทำต่อข้อเข่า ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คนอายุน้อยเริ่มมีปัญหาปวดเข่า และเข้าสู่ภาวะเข่าเสื่อมเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

อุบัติเหตุที่เกิดแรงกระแทก

การบาดเจ็บรุนแรง เช่น การล้มเข่าบิด หรืออุบัติเหตุที่ทำให้เอ็นไขว้หน้าขาดและกระดูกร้าว จะส่งผลต่อความมั่นคงของข้อเข่าในระยะยาว แม้จะรักษาหายแล้วแต่สภาพผิวข้อที่เสียหายไปมักนำไปสู่ภาวะเข่าเสื่อมในอนาคต

โรคบางชนิด

โรคข้ออักเสบเรื้อรัง เช่น โรคเกาต์ หรือรูมาตอยด์ จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบภายในข้อต่ออยู่เสมอ ซึ่งสารเคมีจากการอักเสบเหล่านี้จะเข้าไปทำลายผิวหน้าของกระดูกอ่อน จนเกิดปัญหาปวดเข่าเรื้อรังและเข่าเสื่อมตามมา

ผลกระทบของโรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของกระดูกเข่า ทำให้กระดูกและกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าอยู่ใกล้ชิดกัน และกระทบเสียดสีกัน ส่งผลให้เกิดอาการ ปวดเข่า เจ็บเข่า หรือ เข่ามีเสียงก๊อบแก๊บ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในทุกๆด้าน การเสื่อมสภาพของกระดูกในข้อเข่า เป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่การดูแลรักษาเบื้องต้น สามารถช่วยลดความเสี่ยง และ ช่วยให้มีชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีประวัติความเสี่ยง หรืออายุมากกว่า 60 ปี

อาการของโรคข้อเข่าเสื่อม

ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วโรค ข้อเข่าเสื่อม (Knee osteoarthritis) อาการของโรคนี้ ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดในข้อเข่า ทำให้เคลื่อนไหวได้ลำบาก มีผลกระทบต่อการทำกิจกรรมประจำวัน รวมถึง มีผลต่ออาชีพ และ คุณภาพชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ต้องการเคลื่อนไหวมาก เช่น นักกีฬา แรงงาน และผู้ที่ต้องทำงาน ในอาชีพที่ต้องใช้เข่าเป็นส่วนสำคัญ เช่น นักเตะ ผู้ที่ต้องยืนทำงานเป็นเวลานาน เป็นต้น

อาการเจ็บของ โรคข้อเข่าเสื่อมอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับระยะของโรค ข้อเข่าเสื่อม อาการ ที่พบบ่อยที่สุดคือ อาการปวดข้อเข่า ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้

  • อาการปวดในข้อเข่า : เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด โดยอาจมีความเจ็บแน่น ปวดแสบ หรือบวมได้ เมื่อผู้ป่วยทำกิจกรรม เช่น เดิน วิ่ง หรือขยับข้อเข่า
  • รู้สึกว่าข้อเข่าแข็งแรงหรือขาดความยืดหยุ่น : การขยับข้อเข่าจะทำให้รู้สึกว่าข้อเข่าแข็งแรงหรือขาดความยืดหยุ่น เป็นเรื่องที่สำคัญในการวินิจฉัยโรคข้อเข่าเสื่อม
  • ความเจ็บจากการนั่งหรือยืนนาน : การนั่งหรือยืนนานๆ อาจทำให้ข้อเข่ามีการบิดเบือน ทำให้เกิดอาการปวด
  • เจ็บตอนกลางคืน : ในบางครั้ง ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดข้อเข่าเพิ่มขึ้นตอนกลางคืน ทำให้หลับไม่หลับ หรือตื่นแล้วไม่สามารถกลับเข้าสู่การหลับได้
  • เสียงดังขณะเคลื่อนไหว : บางครั้งผู้ป่วยอาจได้ยินเสียงดังจากข้อเข่า เช่น เสียงแตก หรือ เกิดเสียงก๊อบแก๊บ เมื่อเคลื่อนไหว
  • ข้อบวมและแดง : บางครั้งอาจมีอาการบวมและแดงของข้อเข่า เมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือประสบอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับข้อเข่า

ระยะของโรคข้อเข่าเสื่อม

โรค ข้อเข่าเสื่อม ถือเป็นโรคที่มีความซับซ้อน และ เกี่ยวข้องกับ ระยะเวลาที่ผ่านไปของโรค โดยสามารถแบ่งระยะโรคเป็นสี่ระยะ ได้แก่

  • ระยะเริ่มต้น: ในระยะนี้ ผู้ป่วยอาจมีความไม่สบายหรืออาการปวดข้อเข่าเล็กน้อย แต่ไม่ได้มีผลกระทบต่อกิจกรรมประจำวัน หรือ การทำงานของผู้ป่วย
  • ระยะกลาง: ในระยะนี้ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อเข่ามากขึ้น ซึ่งอาจกระทบ ต่อการทำงาน และ กิจกรรมประจำวัน ในบางกรณี อาจต้องใช้ความช่วยเหลือในการเดิน หรือ ทำกิจกรรมบางอย่างที่จำเป็นต้องเคลื่อนไหว
  • ระยะรุนแรง : ในระยะนี้ ผู้ป่วยมีอาการปวดข้อเข่ารุนแรง และ ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน เช่น การรักษาด้วยเซลล์บำบัด และ การรักษาด้วยการทำกายภาพบำบัด เพื่อลดอาการปวด อาจมีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวและการทำงานของผู้ป่วย
  • ระยะสุดท้าย: ในระยะนี้ อาการปวดข้อเข่าเป็นประจำ และ เรื้อรัง ผู้ป่วยจะไม่สามารถงอ – เหยียดข้อเข่าได้ และ อาจต้องใช้เครื่องมือช่วยเข้า – ออกจากเตียง เพื่อช่วยในการทำกิจกรรมประจำวัน

การรักษา โรคข้อเข่าเสื่อม จะขึ้นอยู่กับระยะของ โรคข้อเข่าเสื่อมที่เกิดขึ้น หากปล่อยไว้นานก็จะทำให้มีอาการที่แย่ลงตามระยะ และ จะรักษาได้ยากขึ้นตาม

ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่า เสื่อม เป็นโรคที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะยาว เนื่องจาก การสึก หรือ การเคลื่อนไหวที่ไม่เหมาะสม โดยมักจะเริ่มต้นด้วยอาการปวดเล็กน้อยในข้อเข่า เมื่อเริ่มเคลื่อนไหว หรือ มีการใช้งาน โดยมักจะไม่มีอาการปวดเมื่อพักผ่อน แต่เมื่อโรคค่อย ๆ เป็นมากขึ้นอาจมีอาการปวดตามมา รวมทั้งเป็นลักษณะของการเจ็บปวดที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งจะเป็นไปได้ ในพื้นที่รอบข้อเข่า หรือ บริเวณเข่าหลังของขา อีกทั้งยังมีอาการ เข่าอักเสบ และ การกดของข้อเข่าเมื่อประกอบกับการใช้งานเป็นเวลานาน ๆ หรือ การกดของเข่าในขณะนั่งหรือยืนเป็นเวลานาน ๆ โดยเฉพาะเมื่อตื่นจากการนอนแผ่ตัวแนวยาว เป็นระยะเวลานาน ๆ

เราจะแยกจำพวก คนที่มีโอกาสเป็น โรคข้อเข่าเสื่อม ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเป็น โรคข้อเข่าเสื่อม ประกอบไปด้วยหลายปัจจัย ดังนี้

  1. วัยกลางคนขึ้นไป: ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้หญิง มีความเสี่ยงในการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมสูงขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ร่างกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน (วัยทอง) ส่งผลให้กระดูกอ่อนผิวข้อซ่อมแซมตัวเองได้ช้าลงและความแข็งแรงของข้อเข่าลดลง
  2. ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน: คนที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 25 หรือมีน้ำหนักเกินมาก จะทำให้ข้อเข่าต้องรับน้ำหนักมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของข้อเข่าได้ง่ายขึ้น
  3. ผู้ที่มีประวัติการบาดเจ็บข้อเข่า หรือ เข่าเสื่อมในครอบครัว: หากมีบุคคลในครอบครัว ที่เคยเจ็บปวดหรือเป็น โรคข้อเข่าเสื่อม มาก่อน อาจทำให้เกิดความเสี่ยงสูงขึ้นกับผู้อื่นในครอบครัวเหล่านั้น
  4. ผู้ที่มีอาชีพที่ต้องใช้เข่ามาก เช่น นักกีฬาที่เล่นกีฬาเรียบง่าย หรือ ที่ต้องวิ่งหรือกระโดด: การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว และ ก้าวขึ้นลงอาจมีผลต่อการใช้งานของข้อเข่า และ ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพได้ง่ายขึ้น
  5. ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือ เจ็บปวดเข่าบ่อย: หากมีอาการเจ็บเข่า หรือ ป่วยด้วยภูมิคุ้มกันอ่อนแออยู่แล้ว อาจส่งผลให้ ข้อเข่าเสื่อมตามมาได้เร็วมากกว่าปกติ

วิธีแก้อาการปวดเข่า

วิธีแก้อาการปวดเข่า นอกจากการไปพบแพทย์ และ ทำกายภาพบำบัดแล้ว คนที่เป็น โรคเข่าเสื่อม สามารถดูแลตัวเอง และ ช่วยเร่งการฟื้นฟูด้วยวิธีต่อไปนี้

  1. ควบคุมน้ำหนัก : การออกกำลังกาย เป็นวิธีที่ดีที่สุด ในการควบคุมน้ำหนัก ควรออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และ ลดน้ำหนักตัว ในการออกกำลังกายควรเลือกท่าทาง ที่ไม่กระทบต่อข้อเข่า เช่น วิ่งเล่นในน้ำ โยคะ หรือ เล่นฟิตเนสเบาๆ
  2. ทานอาหารที่เหมาะสม : ควรลดปริมาณอาหาร ที่มีไขมันสูง และ อาหารที่มีน้ำตาลสูง และเพิ่มปริมาณผักและผลไม้ อาหารที่เหมาะสมสำหรับคนที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม คือ อาหารที่มีโปรตีนสูง  และ สารอาหารเสริมเหล็ก ในอาหารที่มีโปรตีนสูง จะพบได้ในเนื้อสัตว์ เช่น ไก่ เนื้อวัว เป็นต้น ส่วนสารอาหารเสริมเหล็กสามารถหาได้จากผักใบเขียว เต้าหู้ และ ปลา
  3. ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต: หากทำงานต้องนั่งเยอะ ควรยืนหรือเดินหลังจากนั้น หรือถ้าเป็นงานที่ต้องยืนเยอะ ควรนั่งหลังจากนั้น การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เหมาะสม กับตัวเรา จะทำให้อาการของ โรคข้อเข่าเสื่อม ทุเลาลงจนการกลับมาเดินเป็นปกติได้ เป็นเรื่องที่ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิดได้เลย

แนวทางการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

ปัจจุบันเรามีทางเลือกในการรักษาที่หลากหลายขึ้นมาก โดยเป้าหมายคือการลดอาการปวดเข่า และฟื้นฟูสภาพข้อต่อให้สามารถใช้งานได้ยาวนานที่สุดโดยพยายามหลีกเลี่ยงการผ่าตัดใหญ่หากไม่จำเป็น

การรักษาที่ไม่ใช้ยา (non-pharmacological therapy)

เน้นการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อลดภาระของข้อเข่า เช่น การลดน้ำหนักตัว การเปลี่ยนท่ายืนนั่งให้ถูกต้อง และการเลือกใช้รองเท้าที่ซัพพอร์ตเท้าได้ดี วิธีนี้ช่วยชะลอการลุกลามของภาวะเข่าเสื่อมได้อย่างเห็นผลชัดเจน

กายภาพบำบัด

การทำกายภาพบำบัดจะเน้นการใช้เครื่องมือที่ทันสมัยในการลดการอักเสบ และการฝึกบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าให้แข็งแรงขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงก็จะช่วยทำหน้าที่แทนข้อเข่าในการรับน้ำหนัก ลดความเจ็บปวดจากอาการเข่าเสื่อมได้อย่างยั่งยืน

การใช้ยา (pharmacological therapy)

แพทย์อาจสั่งจ่ายยากลุ่มลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างข้อต่อ รวมถึงการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเพื่อลดการเสียดสี ช่วยบรรเทาอาการปวดเข่า และเพิ่มความคล่องตัวให้ผู้ที่มีปัญหาเข่าเสื่อม

การรักษาโดยการผ่าตัด

ในรายที่อาการเข่าเสื่อมเข้าสู่ระยะรุนแรงและรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Arthroplasty) เพื่อจัดแนวกระดูกใหม่และกำจัดจุดเสียดสี ทำให้คนไข้กลับมาเดินได้ปกติโดยไม่ต้องทรมานกับอาการปวด

สรุปบทความ

“การรักษา ข้อเข่าเสื่อม ที่ดีที่สุด ในประเทศไทย ไม่จำเป็นต้องไปถึงกับผ่าตัด ไม่ต้องรอคิวนาน Kloss Clinic รักษาด้วยการใช้เซลล์บำบัด ประกอบกันด้วยกับการทำกายภาพบำบัด และ Active Cell Therapy ที่จะช่วยให้เซลล์ในร่างกายตื่นตัว และ เริ่มซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย อีกทั้งยังช่วยดูแล การทานอาหารหลังจากรักษาเสร็จ เพื่อให้คนไข้สามารถใช้ชีวิต โดยไร้อาการเจ็บข้อเข่า เพราะเรามั่นใจว่า Kloss Clinic จะมอบช่วงเวลาที่มีความสุขให้กับคุณ เพียงแค่คุณเริ่มดูแลตัวเอง”

คำถามที่พบบ่อย

อาการเริ่มแรกของเข่าเสื่อมเป็นอย่างไร?

มักเริ่มจากอาการตึงที่เข่าหลังตื่นนอน หรือมีอาการปวดเข่าเล็กน้อยเมื่อต้องลุกยืน เดินขึ้นบันได หรืออยู่ในท่าเดิมนาน ๆ ซึ่งมักจะดีขึ้นหลังจากการพัก

ออกกำลังกายได้และควรทำอย่างยิ่ง แต่ต้องเลือกชนิดที่แรงกระแทกต่ำ เช่น การว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือการเดินในน้ำ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อโดยไม่ซ้ำเติมอาการเข่าเสื่อม

ความเสื่อมทางโครงสร้างย้อนกลับได้ยากแต่รักษาให้ “หายปวด” และกลับมาใช้งานได้ปกติ ส่วนเรื่องน้ำหนัก หาก BMI มากกว่า 23 คุณจะเริ่มมีความเสี่ยงต่อภาวะเข่าเสื่อมมากขึ้นตามลำดับ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Kloss Wellness Clinic มี 2 สาขา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save
LOGO KLOSS WELLNESS CLINIC

BOOKING

 กรุณากรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ
กรุณาเลือก Promotions ที่คุณสนใจ
*** สงวนสิทธิ์ 1 คน / 1 สิทธิ์