อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างไตวายเรื้อรังและไตวายเฉียบพลัน พร้อมภาพประกอบอวัยวะไต

CKD คืออะไร รู้จักระยะไตเรื้อรัง สู่ โรคไตวายเฉียบพลัน พร้อมอาการ และความแตกต่างที่ควรรู้

Facebook

“ไต” คืออวัยวะที่ทำหน้าที่เป็นโรงงานกรองของเสียที่สำคัญที่สุดของร่างกาย เมื่อใดที่การทำงานของไตสะดุดลง ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบอื่น ๆ ทั่วร่าง การทำความเข้าใจว่า CKD คืออะไร รวมถึงความแตกต่างระหว่างภาวะไตเรื้อรังและไตวายเฉียบพลัน จะช่วยให้เราเฝ้าระวังอาการและเข้ารับการรักษาได้อย่างถูกต้องก่อนที่ความเสียหายจะสายเกินแก้

ไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD)

ไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) เป็นภาวะที่การทำงานของไตลดลงอย่างช้าๆ และต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนทำให้ไตไม่สามารถกรองของเสียและสารพิษออกจากเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาวะนี้สามารถนำไปสู่การเกิดไตวายระยะสุดท้าย (End-Stage Renal Disease: ESRD) ซึ่งจำเป็นต้องใช้การฟอกไตหรือการปลูกถ่ายไต

448017293_434366736052302_5892914384469655815_n

สาเหตุของไตวายเรื้อรัง

  1. เบาหวาน (Diabetes): เป็นสาเหตุหลักของ CKD โดยน้ำตาลในเลือดสูงทำลายหน่วยกรองในไต
  2. ความดันโลหิตสูง (Hypertension): ความดันโลหิตสูงทำลายหลอดเลือดเล็กในไต ทำให้การกรองเลือดไม่ดี
  3. โรคไตอักเสบ (Glomerulonephritis): การอักเสบของหน่วยกรองในไต
  4. โรคไตจากพันธุกรรม (Polycystic Kidney Disease): ซีสต์ในไตที่ทำให้การทำงานของไตลดลง
  5. โรคทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง: เช่น การอุดตันหรือการติดเชื้อเรื้อรัง
  6. การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ติดต่อกันนาน หรือการทาน ยาสมุนไพร ยาต้ม ยาหม้อ และ “ยาชุด” ที่ไม่ได้มาตรฐาน

อาการของไตวายเรื้อรัง

  • เหนื่อยง่าย
  • ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะในตอนกลางคืน
  • บวมที่ข้อเท้าหรือรอบดวงตา
  • ความดันโลหิตสูง
  • คลื่นไส้ เบื่ออาหาร คันทั่วร่างกาย

การวินิจฉัย

  • การตรวจเลือด: วัดค่าครีอะตินิน (Creatinine) และการคำนวณ GFR เพื่อประเมินการทำงานของไต
  • การตรวจปัสสาวะ: หาค่าโปรตีนหรือสารอื่นๆ ที่บ่งบอกถึงความเสียหายของไต
  • การตรวจภาพ: เช่น อัลตราซาวนด์หรือ CT Scan เพื่อตรวจดูโครงสร้างของไต

ระยะของไตวายเรื้อรัง

449391220_443398761815766_82906875999825318_n

 

  1. ระยะที่ 1: GFR ≥ 90 mL/min/1.73 m²
    • ไตทำงานปกติ แต่มีความเสียหายของไต
  2. ระยะที่ 2: GFR 60-89 mL/min/1.73 m²
    • การทำงานของไตลดลงเล็กน้อย และมีความเสียหายของไต
  3. ระยะที่ 3: GFR 30-59 mL/min/1.73 m²
    • การทำงานของไตลดลงปานกลาง
  4. ระยะที่ 4: GFR 15-29 mL/min/1.73 m²
    • การทำงานของไตลดลงอย่างมาก
  5. ระยะที่ 5: GFR < 15 mL/min/1.73 m²
    • ไตวายหรือการทำงานของไตล้มเหลว ซึ่งอาจต้องการการฟอกไตหรือการปลูกถ่ายไต

ไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury: AKI)

ไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury: AKI) เป็นภาวะที่การทำงานของไตลดลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาสั้น ๆ (วันถึงสัปดาห์) ทำให้ไตไม่สามารถกรองของเสียออกจากเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาวะนี้สามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันเวลา
448067523_434366742718968_1776336020812599120_n

1. การลดลงของการไหลเวียนเลือดไปยังไต

  • การเสียเลือดมาก
  • การขาดน้ำรุนแรง
  • ภาวะช็อก (Shock)
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)

2. การทำลายไตโดยตรง

  • ยาและสารเคมีที่เป็นพิษต่อไต (เช่น ยาปฏิชีวนะบางชนิด, NSAIDs)
  • การติดเชื้อรุนแรง (Sepsis)
  • ภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดไต (Renal Vein Thrombosis)
  • โรคไตอักเสบเฉียบพลัน (Acute Glomerulonephritis)

3. การอุดตันในทางเดินปัสสาวะ

  • นิ่วในไตหรือทางเดินปัสสาวะ
  • เนื้องอกหรือซีสต์ในทางเดินปัสสาวะ
  • การตีบตันของท่อไต (Ureteral Stricture)

อาการของไตวายเฉียบพลัน

  • ปัสสาวะน้อยหรือไม่มีปัสสาวะ
  • บวมที่ขา ข้อเท้า หรือรอบดวงตา
  • หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • สับสนหรือหมดสติ
  • ความดันโลหิตสูงหรือความดันโลหิตต่ำ

การวินิจฉัย

  • การตรวจเลือด: วัดค่าครีอะตินิน (Creatinine) และการคำนวณ GFR เพื่อประเมินการทำงานของไต
  • การตรวจปัสสาวะ: หาค่าโปรตีน เลือด หรือสารอื่นๆ ที่บ่งบอกถึงความเสียหายของไต
  • การตรวจภาพ: เช่น อัลตราซาวนด์ CT Scan หรือ MRI เพื่อดูโครงสร้างของไตและหาสาเหตุของการอุดตัน
  • การตรวจชิ้นเนื้อไต (Biopsy): ในบางกรณี อาจจำเป็นต้องตรวจชิ้นเนื้อไตเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด

สรุปความแตกต่าง โรคไตเรื้อรัง VS โรคไตวายเฉียบพลัน

  • ไตวายเรื้อรัง: การทำงานของไตลดลงอย่างช้าๆ และต่อเนื่อง ไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้
  • ไตวายเฉียบพลัน: การทำงานของไตลดลงอย่างรวดเร็วและสามารถกลับมาเป็นปกติได้หากได้รับการรักษาทันท่วงที

การรู้จักและเข้าใจความแตกต่างระหว่างสองภาวะนี้จะช่วยให้สามารถดูแลและรักษาผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

การรักษาของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 5

เมื่อเข้าสู่ภาวะ ESRD คือระยะสุดท้าย ไตไม่สามารถประคับประคองร่างกายได้อีกต่อไป การรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การบำบัดทดแทนไตเพื่อขจัดของเสียและน้ำส่วนเกินเพื่อต่อลมหายใจให้ผู้ป่วย

การฟอกไต (Dialysis)

มี 2 วิธีหลัก คือ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis) ซึ่งต้องทำที่ศูนย์ฟอกไตสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และการล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis) ที่ผู้ป่วยสามารถทำเองได้ที่บ้านทุกวันตามคำแนะนำของแพทย์

การปลูกถ่ายไต (Kidney Transplant)

คือการผ่าตัดนำไตที่ยังทำงานได้ดีจากผู้บริจาคมาใส่ในร่างกายผู้ป่วย วิธีนี้ถือเป็นการรักษาที่ดีที่สุดที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้เกือบปกติ แต่ต้องแลกกับการทานยากดภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต

การดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยโรคไตระยะ 5

การเข้าสู่ภาวะ ESRD คือ จุดที่ต้องใส่ใจตัวเองมากเป็นพิเศษเพื่อให้การบำบัดทดแทนไตมีประสิทธิภาพและลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

1. ปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัด

ไม่ว่าจะเป็นการเข้าฟอกไตให้ตรงเวลาตามนัด หรือการดูแลความสะอาดของเส้นฟอกเลือดและสายล้างไตทางช่องท้องเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่อาจรุนแรงได้ในผู้ป่วยโรคไต

2. ควบคุมอาหารและน้ำดื่ม

จำกัดปริมาณโซเดียมเพื่อลดอาการบวมและคุมความดัน คุมปริมาณน้ำดื่มตามที่แพทย์สั่งเพื่อป้องกันน้ำท่วมปอด และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีฟอสฟอรัสหรือโพแทสเซียมสูง เช่น ผลไม้รสหวานหรือผักบางชนิด

3. รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง

ทานยาคุมความดัน ยาจับฟอสฟอรัส หรือยาบำรุงเลือดให้ครบถ้วน และต้องหลีกเลี่ยงการซื้อยาทานเอง โดยเฉพาะยาแก้ปวดกลุ่มกัดกระเพาะที่ส่งผลเสียรุนแรงต่อไต

4. ดูแลร่างกายและจิตใจ

การอยู่กับโรคเรื้อรังอาจทำให้เกิดความเครียด ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ทำกิจกรรมเบา ๆ ที่ชอบ และจัดการความกังวลอย่างถูกวิธีเพื่อส่งผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน

5. ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญหากมีข้อสงสัยหรือมีอาการผิดปกติ

หากสังเกตเห็นอาการผิดปกติ เช่น หายใจไม่อิ่ม บวมมากขึ้น หรือน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ควรรีบปรึกษาทีมแพทย์ทันที ไม่ควรนิ่งนอนใจ

6. สนับสนุนจากครอบครัวและคนรอบข้าง

กำลังใจจากคนใกล้ชิดคือยาดีที่สุด ครอบครัวควรทำความเข้าใจเรื่องข้อจำกัดของโรคเพื่อช่วยดูแลเรื่องอาหารและเป็นพลังใจสำคัญในการสู้กับโรค

7. เรียนรู้เกี่ยวกับโรค

ยิ่งผู้ป่วยเข้าใจว่า CKD คือ อะไรและดำเนินไปอย่างไร จะยิ่งทำให้มีความร่วมมือในการรักษาและสามารถสังเกตความผิดปกติของตัวเองได้ดีขึ้น

สรุปบทความ

โรคไตทั้งแบบเรื้อรังและเฉียบพลันต้องการการดูแลที่เข้าใจและถูกต้อง หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เช่น ปวดเข่าเรื้อรัง ไม่อยากผ่าตัด มีข้อเสื่อมจากอายุ หรือใช้งานหนักจนส่งผลต่อการเดิน ลุกนั่งลำบาก บวม หรือลงน้ำหนักไม่ได้ แนะนำให้มาใช้บริการที่ KLOSS Wellness Clinic เราเชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูสุขภาพองค์รวมเพื่อให้คุณกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกมิติ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Kloss Wellness Clinic มี 2 สาขา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save
LOGO KLOSS WELLNESS CLINIC

BOOKING

 กรุณากรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ
กรุณาเลือก Promotions ที่คุณสนใจ
*** สงวนสิทธิ์ 1 คน / 1 สิทธิ์