ภาวะไตเสื่อม

ไตเสื่อม ภัยเงียบทำลายสุขภาพและวิธีดูแลอย่างถูกวิธี

Facebook

ภาวะไตเสื่อมเป็นหนึ่งในภัยเงียบทางสุขภาพที่มักเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าในระยะแรกเริ่ม ส่งผลให้หลายคนละเลยจนโรคลุกลามไปสู่ขั้นวิกฤต การทำความเข้าใจสาเหตุ แนวทางการชะลอโรค และการปรับพฤติกรรมอย่างมีวินัย จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้คุณห่างไกลจากความเสี่ยง และช่วยป้องกันภาวะไตเสื่อมไม่ให้แย่ลงจนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ทำความเข้าใจภาวะไตเสื่อมคืออะไร และหน้าที่ของไต

ภาวะไตเสื่อม

โรคไตเสื่อม หรือภาวะไตเรื้อรัง คือภาวะที่โครงสร้างหรือการทำงานของไตค่อย ๆ เสียหายไปทีละน้อยจนประสิทธิภาพการกรองของเสียลดต่ำลง ซึ่งโดยปกติแล้ว ไตจะทำหน้าที่หลักในการกรองของเสียจากเลือดเพื่อขับออกทางปัสสาวะ การเผชิญภาวะไตเสื่อมจึงเปรียบเสมือนระบบบำบัดของเสียหลักของร่างกายกำลังทำงานติดขัดและสะสมสารพิษเอาไว้ข้างใน

อัตราการกรองของเสียที่ลดลงต่อเนื่องนานกว่าสามเดือน

ทางการแพทย์จะวินิจฉัยภาวะไตเสื่อมเรื้อรังเมื่อพบว่าผู้ป่วยมีอัตราการกรองของเสียของไต (eGFR) ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานกว่า 3 เดือนขึ้นไป ซึ่งเกณฑ์นี้เป็นตัวบ่งชี้ชัดเจนว่าโครงสร้างหน่วยไตภายในได้รับความเสียหายและไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาทำงานได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้ผู้ป่วยเริ่มเข้าสู่ภาวะไตเสื่อมสะสม

ระบบการสร้างฮอร์โมนและการรักษาสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย

นอกจากกรองของเสียแล้ว ไตยังมีบทบาทสำคัญในการควบคุมความดันโลหิต รักษาสมดุลของน้ำ เกลือแร่ และความเป็นกรดด่างในกระแสเลือด รวมถึงการผลิตฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงและการทำงานของวิตามินดี ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะไตเสื่อมระบบเหล่านี้จึงรวนตามไปด้วย ส่งผลให้ร่างกายขาดความสมดุลและแสดงอาการเจ็บป่วยออกมาในหลายระบบ

สัญญาณเตือนและอาการของโรคไตเสื่อมในแต่ละระยะ

เนื่องจากภาวะไตเสื่อมในระยะแรกมักไม่ค่อยแสดงอาการทางร่างกายอย่างชัดเจน การสังเกตสัญญาณเตือนที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ทุกคนต้องใส่ใจเพื่อป้องกันไม่ให้เข้าสู่ไตเสื่อมระยะรุนแรง

อาการบวมน้ำตามร่างกายและสภาวะปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน

สัญญาณเตือนแรกเริ่มของภาวะไตเสื่อมที่สังเกตได้ง่ายคือ อาการบวมน้ำตามร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณหน้าแข้ง หลังเท้า รอบดวงตา หรือมีอาการกดบุ๋มแล้วไม่คืนตัว ร่วมกับการมีสภาวะต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน เนื่องจากไตไม่สามารถกักเก็บและกรองปัสสาวะให้มีความเข้มข้นได้ตามปกติเมื่อเกิดภาวะไตเสื่อม

สัญญาณวิกฤตผิวแห้งคันพร้อมความดันโลหิตสูงที่คุมยาก

เมื่อภาวะไตเสื่อมพัฒนาเข้าสู่ระยะที่มากขึ้น ของเสียสะสมในเลือดจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการผิวแห้ง คันตามเนื้อตัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และมีภาวะความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ยากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาการเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงวิกฤตความเสื่อมโทรมของโครงสร้างไตและการคั่งค้างของสารพิษที่เกินกว่าร่างกายจะขับออกเองได้จากภาวะไตเสื่อม

เจาะลึกปัจจัยเสี่ยงและกลุ่มคนที่เสี่ยงภาวะไตเสื่อม

การทราบถึงปัจจัยกระตุ้นและรู้ตัวว่าตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ จะช่วยให้สามารถรับมือและชะลอการเกิดภาวะไตเสื่อมได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่การทำงานของไตจะเสียหายอย่างถาวร

โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ไม่ดีพอ

โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นสองสาเหตุหลักที่ทำลายหลอดเลือดฝอยในหน่วยไตโดยตรง หากปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดและค่าความดันสูงต่อเนื่องโดยไม่ควบคุม จะส่งผลให้หลอดเลือดไตแข็งตัวและตีบแคบ นำไปสู่การขาดเลือดและทำให้เกิดภาวะไตเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วกว่าคนปกติทั่วไปหลายเท่าตัว

พฤติกรรมการรับประทานอาหารเค็มจัดและการใช้ยาแก้ปวด

พฤติกรรมยอดฮิตอย่างการทานรสจัด เค็มจัด โซเดียมสูง ย่อมทำให้ไตต้องทำงานหนักในการขับเกลือส่วนเกินออก นอกจากนี้ การใช้ยาแก้ปวดกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ก็เป็นตัวเร่งสำคัญที่ลดปริมาณเลือดไปเลี้ยงไต จนทำให้เกิดภาวะไตเสื่อมเฉียบพลันและเรื้อรังได้เช่นกัน

อาหาร 6 กลุ่มอันตรายที่ผู้มีภาวะไตเสื่อมสภาพต้องระวัง

การควบคุมโภชนาการเป็นหัวใจสำคัญในการชะลอภาวะไตเสื่อม เพื่อไม่ให้ไตต้องทำงานหนักจนเกินไป โดยมีอาหารที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังดังนี้

  • อาหารรสเค็มจัดและโซเดียมสูง: เช่น น้ำปลา ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และขนมขบเคี้ยว
  • อาหารแปรรูปแช่แข็ง: เช่น ไส้กรอก ลูกชิ้น หมูยอ แฮม ซึ่งอุดมด้วยเกลือและสารกันบูด
  • อาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง: เช่น ผลิตภัณฑ์จากนม เนย ชีส และถั่วเมล็ดแห้งทุกชนิด
  • ผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง: เช่น กล้วย ส้ม มะเขือเทศ ทุเรียน ซึ่งต้องเลี่ยงในผู้ที่มีภาวะไตเสื่อมระยะท้าย
  • โปรตีนในปริมาณที่มากเกินไป: การทานเนื้อสัตว์ปริมาณสูงจะเพิ่มปริมาณของเสียที่ไตต้องกรอง
  • เครื่องดื่มชูกำลังและน้ำหวาน: ที่เติมสารสังเคราะห์ สารปรุงแต่ง และฟอสเฟตโดยไม่จำเป็น

แนวทางการฟื้นฟูไต และการแพทย์เชิงป้องกันที่ต้นเหตุ

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลสุขภาพอย่างมีทิศทาง ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการฟื้นฟูไต และป้องกันไม่ให้ภาวะไตเสื่อมทวีความรุนแรงขึ้น

  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ: วันละ 6-8 แก้ว เพื่อช่วยให้ไตทำงานได้คล่องตัวและขับสารพิษได้ดีขึ้น
  • จำกัดโซเดียมอย่างเคร่งครัด: เลือกทานอาหารปรุงสดใหม่และลดการเติมซอสปรุงรสลงครึ่งหนึ่ง
  • ควบคุมโรคประจำตัวให้คงที่: ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยอยู่เสมอ
  • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม: คุมน้ำหนักตัวเพื่อลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังที่จะส่งผลกระทบต่อไต
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยาทานเอง: ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนทานยาแก้ปวด ยาชุด หรือสมุนไพรต่าง ๆ
  • เข้ารับโปรแกรมการดูแลสุขภาพ: เพื่อช่วยปรับสมดุลและทำโปรแกรมฟื้นฟูไต ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ

โปรแกรม VitalFlow ดูแลและฟื้นฟูสุขภาพไตที่ KLOSS Wellness Clinic

การใส่ใจดูแลไตตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม คือหัวใจสำคัญในการชะลอความเสื่อมและลดความเสี่ยงจากการพัฒนาไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรัง ที่ KLOSS Wellness Clinic จึงมุ่งเน้นแนวทางการดูแลเชิงป้องกัน ด้วยการออกแบบแผนฟื้นฟูสุขภาพเฉพาะบุคคลอย่างแม่นยำ ผ่านโปรแกรม VitalFlow™ ที่ผสานการบำบัดด้วยเทคโนโลยี EECP และ HBOT เพื่อช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต เพิ่มการลำเลียงออกซิเจนเข้าสู่เซลล์เนื้อเยื่อทั่วร่างกาย ควบคู่กับการวางแผนฟื้นฟูสุขภาพอย่างตรงจุด เพื่อช่วยลดปัจจัยเสี่ยงและส่งเสริมการทำงานของไตให้แข็งแรงสมดุลในระยะยาว

สรุปวิธีป้องกันภาวะไตเสื่อม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

ปัญหาสุขภาพเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้นเหตุ การใส่ใจพฤติกรรมการทานอาหารและหมั่นตรวจเช็กการทำงานของร่างกายอยู่เสมอจะช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะไตเสื่อมได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากการดูแลสุขภาพกระดูกและข้อต่อที่คลินิกกระดูกและข้อแล้ว การดูแลระบบภายในอย่างการทำงานของไตก็สำคัญไม่แพ้กัน หากคุณต้องการวางแผนสุขภาพที่ครอบคลุมและอบอุ่นดุจคนในครอบครัว KLOSS Wellness Clinic พร้อมเป็นเพื่อนคู่คิดเคียงข้างคุณ

คำถามที่พบบ่อย

หากตรวจพบภาวะไตเสื่อมระยะแรก สามารถรักษาหายไหม?

แม้เนื้อเยื่อไตที่เสียหายไปแล้วจากภาวะไตเสื่อมจะไม่สามารถกลับคืนมาสมบูรณ์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การปรับพฤติกรรมอย่างถูกต้องร่วมกับการทำโปรแกรมฟื้นฟูไตจะช่วยหยุดยั้งไม่ให้โรคพัฒนาไปสู่ระยะรุนแรง และรักษาประคับประคองให้ไตทำงานได้ตามปกติยาวนานที่สุด

อาการเท้าบวมสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ปัญหากล้ามเนื้อ หัวใจ หรือหลอดเลือด แต่ก็เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนสำคัญของภาวะไตเสื่อม เนื่องจากไตไม่สามารถขับน้ำและโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกายได้ตามปกติ จึงควรตรวจอย่างละเอียดเพื่อความแน่ชัด

การเข้าโปรแกรมฟื้นฟูไตมักต้องหลีกเลี่ยงหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบในผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเฉียบพลันที่ยังหาสาเหตุไม่ได้ ผู้ที่มีสภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด หรือผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่จำเป็นต้องได้รับการฟอกไตเร่งด่วนตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Kloss Wellness Clinic มี 2 สาขา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save
LOGO KLOSS WELLNESS CLINIC

BOOKING

 กรุณากรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ
กรุณาเลือก Promotions ที่คุณสนใจ
*** สงวนสิทธิ์ 1 คน / 1 สิทธิ์