หมอนรองกระดูกปลิ้น

ชวนรู้จักหมอนรองกระดูกปลิ้น พร้อมรู้ทันสาเหตุ อาการ และวิธีรักษาที่ถูกต้อง

Facebook

อาการปวดหลังร้าวลงขา หรือความรู้สึกเจ็บแปล๊บเหมือนไฟช็อตเวลาขยับตัว ไม่ใช่เรื่องที่ควรนิ่งนอนใจ เพราะนี่อาจไม่ใช่แค่กล้ามเนื้ออักเสบธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคหมอนรองกระดูกปลิ้น (Herniated Disc) ภาวะที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง หากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่การอ่อนแรงของกล้ามเนื้อได้ การทำความเข้าใจโรคนี้อย่างถูกต้องจึงเป็นก้าวแรกสำคัญที่จะช่วยให้คุณกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง 

หมอนรองกระดูกปลิ้น (Herniated Disc) คืออะไร 

หมอนรองกระดูกปลิ้นคือภาวะที่ส่วนประกอบภายในของหมอนรองกระดูก (Nucleus Pulposus) ซึ่งมีลักษณะคล้ายเจลนุ่มๆ เกิดการเคลื่อนหรือไหลทะลักออกมาภายนอกผ่านรอยฉีกขาดของเปลือกหุ้ม (Annulus Fibrosus) เมื่อส่วนที่ปลิ้นออกมานี้ไปกดทับเส้นประสาทที่อยู่ใกล้เคียง จะทำให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรง ชา หรืออ่อนแรงตามแนวของเส้นประสาทนั้น ๆ ซึ่งพบได้บ่อยที่สุดบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอวและส่วนคอ  

ประเภทของหมอนรองกระดูกปลิ้น 

ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับลักษณะการเคลื่อนของหมอนรองกระดูก ซึ่งทางการแพทย์มักจำแนกออกเป็น 3 ระดับหลัก ดังนี้   

การเคลื่อนของหมอนรองกระดูก

Protrusion (ระยะหมอนรองกระดูกยื่น)

ระยะเริ่มต้นที่หมอนรองกระดูกเริ่มมีการนูนออกมาจากแนวเดิม แต่เปลือกหุ้มภายนอกยังไม่ฉีกขาดออกจากกันทั้งหมด ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการปวดหลังเรื้อรังหรือปวดร้าวเล็กน้อย  

Extrusion (ระยะหมอนรองกระดูกแตก)

ระยะที่เปลือกหุ้มหมอนรองกระดูกฉีกขาด ทำให้สารภายในไหลออกมาเป็นก้อนแต่ยังคงเชื่อมต่อกับส่วนกลางอยู่ ระยะนี้มักก่อให้เกิดการกดทับเส้นประสาทที่ชัดเจน ทำให้มีอาการปวดร้าวลงขาหรือแขนอย่างรุนแรง 

Sequestration (ระยะหมอนรองกระดูกหลุดแยก)

ระยะที่รุนแรงที่สุด โดยชิ้นส่วนของหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมาได้หลุดออกจากก้อนหลักอย่างสมบูรณ์ และอาจเคลื่อนที่ไปกดทับเส้นประสาทในตำแหน่งอื่นๆ ภายในช่องไขสันหลัง ซึ่งมักต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน 

สาเหตุที่หมอนรองกระดูกปลิ้น 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดหมอนรองกระดูกปลิ้น ไม่ได้มาจากอุบัติเหตุเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากสาเหตุ ดังนี้ 

  • ความเสื่อมตามวัย (Disc Degeneration): เมื่ออายุมากขึ้น น้ำในหมอนรองกระดูกจะลดลง ทำให้ขาดความยืดหยุ่นและฉีกขาดได้ง่าย 
  • การใช้งานผิดลักษณะ: เช่น การก้มตัวยกของหนัก การบิดเอี้ยวตัวกะทันหัน หรือนั่งทำงานท่าเดิมนานๆ
  • อุบัติเหตุ: การตกจากที่สูง หรือการกระแทกบริเวณหลังอย่างรุนแรง 
  • น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน: ทำให้กระดูกสันหลังต้องรับภาระหนักตลอดเวลา 

อาการหมอนรองกระดูกปลิ้น 

สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณอาจกำลังเผชิญกับโรคนี้ ได้แก่

  • ปวดร้าว (Radiating Pain): ปวดจากหลังร้าวลงไปที่สะโพกและขา หรือปวดจากคอร้าวลงไปที่แขน 
  • อาการชา (Numbness): รู้สึกเหมือนเข็มทิ่มหรือชาบริเวณปลายนิ้วมือนิ้วเท้า 
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Weakness): ขาไม่มีแรง ก้าวเดินลำบาก หรือหยิบจับของหลุดมือ 
  • ปวดมากขึ้นเมื่อไอหรือจาม: แรงดันในช่องท้องที่เพิ่มขึ้นจะไปกระตุ้นส่วนที่ปลิ้นให้กดทับเส้นประสาทมากขึ้น 

สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

1. ระบบการขับถ่ายล้มเหลว (Bowel or Bladder Dysfunction)

  • ปัสสาวะไม่ออก: รู้สึกปวดปัสสาวะแต่เบ่งไม่ออก หรือน้ำปัสสาวะไหลออกมาเองโดยไม่รู้ตัว (Incontinence)
  • กลั้นอุจจาระไม่ได้: หรือมีความรู้สึกอยากถ่ายแต่ถ่ายไม่ออก รวมถึงสูญเสียการควบคุมหูรูดทวารหนัก
  1. อาการชาบริเวณรอบทวาร (Saddle Anesthesia)
  • มีอาการชาผิดปกติบริเวณรอบทวารหนัก ฝีเย็บ อวัยวะเพศ หรือบริเวณก้นที่สัมผัสกับอานเวลาขี่จักรยาน
  • สูญเสียความรู้สึกทางเพศ
  1. กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงอย่างรุนแรงและฉับพลัน (Severe Motor Weakness)
  • กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น (Foot Drop): เดินแล้วปลายเท้าตก หรือลากขา
  • เข่าทรุด: ไม่สามารถยืนเขย่งปลายเท้า หรือเดินลงน้ำหนักได้ตามปกติ
  • อาการอ่อนแรงเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว
  1. ความเจ็บปวดที่รุนแรงมาก (Intractable Pain)
  • ปวดหลังหรือปวดร้าวลงขาอย่างรุนแรงจนทนไม่ได้ แม้จะนอนพักหรือทานยาแก้ปวดแล้วอาการก็ไม่ทุเลา
  • ปวดมากจนรบกวนการนอนหลับ หรือปวดจนตื่นกลางดึก

ใครที่มีความเสี่ยงเป็นหมอนรองกระดูกปลิ้น 

กลุ่มคนที่มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับโรคหมอนรองกระดูกปลิ้น ได้แก่

  • พนักงานออฟฟิศ: ที่ต้องนั่งทำงานท่าเดิมนานกว่า 6 – 8 ชั่วโมงต่อวัน
  • ผู้ที่มีอาชีพยกของหนัก: หรือต้องก้มๆ เงยๆ เป็นประจำ
  • ผู้ที่สูบบุหรี่จัด: สารในบุหรี่ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกได้น้อยลง ส่งผลให้เสื่อมสภาพเร็ว
  • ผู้ที่มีพันธุกรรมเกี่ยวข้อง: หากคนในครอบครัวเคยเป็น มีโอกาสที่จะเกิดความเสื่อมของหมอนรองกระดูกได้ง่ายกว่าปกติ  

วิธีการรักษาหมอนรองกระดูกปลิ้น 

ปัจจุบันการรักษาหมอนรองกระดูกปลิ้นในปัจจุบันมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ได้แก่ 

รับประทานยา และฉีดยา 

ในช่วงแรกแพทย์อาจให้ยาลดอักเสบ (NSAIDs) ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาระงับปวดปลายประสาท ในกรณีที่ปวดรุนแรง อาจมีการพิจารณาฉีดสารสเตียรอยด์เข้าช่องไขสันหลัง (Epidural Steroid Injection) เพื่อลดการบวมอักเสบของเส้นประสาทโดยตรง  

กายภาพบำบัด 

วิธีที่สำคัญมากในการรักษาหมอนรองกระดูกปลิ้น โดยนักกายภาพบำบัดจะใช้เครื่องมือล้ำสมัย เช่น การดึงหลัง (Traction) การใช้คลื่นกระแทก (Shockwave) ร่วมกับการฝึกบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเพื่อลดแรงกดทับหมอนรองกระดูก 

ผ่าตัด 

สำหรับการรักษาด้วยการผ่าตัดนั้น แพทย์จะพิจารณาเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลเกิน 6 – 12 สัปดาห์ หรือในกรณีที่มีอาการรุนแรง เช่น ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีการผ่าตัดผ่านกล้องเอ็นโดสโคป (Endoscopic Discectomy) ซึ่งแผลเล็กและใช้เวลาพักฟื้นไม่นานอีกด้วย 

วิธีป้องกันหมอนรองกระดูกปลิ้น 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีวิธีการรักษาหลากหลายวิธี แต่การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ โดยคุณสามารถเริ่มต้นได้ดังนี้

  • ปรับท่านั่งให้หลังตรงและมีหมอนซัพพอร์ตบริเวณเอว 
  • ใช้ท่าลุก-ก้มที่ถูกต้อง โดยการย่อเข่าแทนการก้มหลังยกของ 
  • ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง  
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม 

วิธีป้องกันหมอนรองกระดูกปลิ้น

สรุปบทความ 

หมอนรองกระดูกปลิ้น ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดหากตรวจพบและรักษาได้ทันท่วงที การปรับพฤติกรรมควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์จะช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ หากคุณมีอาการปวดหลังรื้อรังหรือปวดร้าวลงขา แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการได้ที่คลินิกกระดูกและข้อ KLOSS Wellness Clinic เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยโดยไม่ต้องผ่าตัด เราดูแลคนไข้มามากกว่า 20,000 เคส การันตีการฉีดมามากกว่า 60,000 ครั้ง คนไข้กว่า 90% พึงพอใจ ไว้ใจได้ เมื่อมารับรักษาเข่าเสื่อมที่ครอสคลินิก เราพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาสุขภาพของคุณ ให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

อาการแบบไหนที่บอกว่าเป็นหมอนรองกระดูกปลิ้น ไม่ใช่แค่ปวดหลังธรรมดา? 

หากเป็นการปวดกล้ามเนื้อทั่วไป อาการจะดีขึ้นเมื่อพัก แต่ถ้าเป็นหมอนรองกระดูกปลิ้น มักมีอาการปวดร้าวไปที่ขา หรือแขนร่วมกับอาการชา หรืออ่อนแรง และอาการมักจะไม่หายไปแม้จะนั่งพัก  

หมอนรองกระดูกปลิ้นต้องผ่าตัดทุกคนไหม? 

ไม่จำเป็น กว่า 80 – 90% ของผู้ป่วยสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการรับประทานยา การทำกายภาพบำบัด และการปรับพฤติกรรม โดยไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด 

หมอนรองกระดูกปลิ้นเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง นอกจากยกของหนัก? 

เกิดได้จากการเสื่อมตามอายุ การนั่งทำงานผิดท่าเป็นเวลานาน (Office Syndrome) การสูบบุหรี่ หรือแม้แต่การไอหรือจามแรงๆ ในขณะที่กล้ามเนื้อหลังไม่แข็งแรงพอ 

เป็นหมอนรองกระดูกปลิ้น กลับไปออกกำลังกายได้ไหม? 

กลับไปปั่นจักรยานหรือออกกำลังกายได้ แต่ควรเลือกกิจกรรมที่มีแรงกระแทกต่ำ เช่น การว่ายน้ำ หรือการเดิน และควรได้รับคำแนะนำจากนักกายภาพบำบัดเกี่ยวกับท่าทางที่ควรหลีกเลี่ยง  

ถ้าปล่อยหมอนรองกระดูกปลิ้นทิ้งไว้ ไม่รักษาจะอันตรายไหม? 

อันตราย หากเส้นประสาทถูกกดทับเป็นเวลานานอาจทำให้เส้นประสาทเสียหายถาวร ส่งผลให้กล้ามเนื้อลีบฝ่อ หรือรุนแรงถึงขั้นเสียการควบคุมการขับถ่าย (Cauda Equina Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Kloss Wellness Clinic มี 2 สาขา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save
LOGO KLOSS WELLNESS CLINIC

BOOKING

 กรุณากรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ
กรุณาเลือก Promotions ที่คุณสนใจ
*** สงวนสิทธิ์ 1 คน / 1 สิทธิ์