ภาพแสดงอาการของปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ เช่น ชามือ นิ้วมือ ปวดข้อมือเวลายกของ พร้อมแนวทางการรักษาแบบไม่ผ่าตัดจาก IPM Kloss Wellness Clinic

เจาะลึกอาการปวดข้อมือ สัญญาณเตือนโรคร้ายที่ห้ามละเลย

Facebook

เคยเป็นไหม? ปวดตึงบริเวณข้อมือฝั่งนิ้วหัวแม่มือ…
แค่ บิดฝาขวด ก็เจ็บ แค่ อุ้มลูก ก็ปวด หรือแม้แต่แค่ ขยับนิ้วหัวแม่มือ ก็รู้สึกลำบาก?

หากคุณกำลังมีอาการเหล่านี้นั่นอาจไม่ใช่แค่ “เมื่อย” ธรรมดา
แต่อาจเป็นสัญญาณของ “ปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ” (De Quervain’s Tenosynovitis) ภาวะที่มักเกิดขึ้นกับคนที่ใช้งานมือซ้ำ ๆ โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะคุณแม่หลังคลอดและคนทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ

ปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ (De Quervain’s Tenosynovitis) คืออะไร?

De Quervain’s Tenosynovitis คือภาวะที่เกิดการอักเสบของปลอกหุ้มเอ็นบริเวณข้อมือฝั่งนิ้วหัวแม่มือ โดยเฉพาะบริเวณที่เส้นเอ็นสองเส้น ได้แก่
🔹 Abductor Pollicis Longus (APL)
🔹 Extensor Pollicis Brevis (EPB)
เคลื่อนที่ผ่านปลอกหุ้มเอ็นเดียวกัน เมื่อเกิดการอักเสบในจุดนี้ จะทำให้ปลอกหุ้มเอ็นบวมและหนาขึ้น จนเกิดการเสียดสีกับเส้นเอ็นขณะเคลื่อนไหว 

ลักษณะอาการของปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ

  1. ปวดบริเวณข้อมือฝั่งนิ้วหัวแม่มือ

อาการปวดมักเกิดที่ข้อมือบริเวณที่ปลอกหุ้มเอ็นอักเสบ (ด้านข้างของข้อมือที่ใกล้กับนิ้วหัวแม่มือ) อาการปวดมักรุนแรงขึ้นเมื่อใช้งานข้อมือ เช่น การยกของ การหมุนข้อมือ หรือการจับสิ่งของ อาการอาจเริ่มจากอาการปวดเล็กน้อยและค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อปล่อยทิ้งไว้

  1. บวมที่ข้อมือ

บริเวณที่ปลอกหุ้มเอ็นอักเสบจะบวมขึ้น เนื่องจากการสะสมของน้ำและสารเคมีจากการอักเสบ บวมจะเห็นชัดเจนบริเวณข้อมือใกล้กับนิ้วหัวแม่มือ

  1. การเคลื่อนไหวข้อมือและนิ้วมือจำกัด

อาจรู้สึกฝืดหรือเคลื่อนไหวข้อมือได้ไม่สะดวกอาจเกิดเสียง “กรึ๊บ” หรือ “คลิก” เมื่อข้อมือหรือข้อนิ้วเคลื่อนไหวขยับข้อมือหรือนิ้วหัวแม่มือไปในทิศทางที่ต้องใช้การบิดหรือหมุนอาจทำให้ปวดมากขึ้น

  1. อาการปวดร้าวไปที่นิ้วมือ

อาการปวดอาจลามไปถึงนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้อาจมีอาการ ชา หรือ รู้สึกผิดปกติ ที่นิ้วมือเนื่องจากการกดทับเส้นประสาท

  1. อาการรุนแรงขึ้นเมื่อใช้งาน

อาการมักแย่ลงเมื่อข้อมือถูกใช้งาน เช่น การยกของ, อุ้มเด็ก, หรือทำงานที่ต้องใช้ข้อมือหมุนบ่อย ๆการจับสิ่งของหรือการทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากอาจทำให้อาการปวดทวีความรุนแรง

  1. ความรู้สึกฝืด หรือ ตึง

อาจรู้สึกตึงที่ข้อมือหรือบริเวณนิ้วหัวแม่มือ อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อได้พักหรือหยุดใช้งานข้อมือ

สาเหตุที่พบบ่อย

  1. การใช้ข้อมือซ้ำ ๆ เช่น การจับสิ่งของ หรือการ บิดข้อมือ เช่น การหมุนไขควง หรือการขยับข้อมือในลักษณะหมุนไปมาเป็นเวลานาน

ตัวอย่างกิจกรรมที่ทำให้เกิดการใช้งานข้อมือซ้ำ ๆ ได้แก่ การ พิมพ์คอมพิวเตอร์, ใช้เมาส์, การเขียน, หรือ การทำงานที่ต้องใช้ข้อมือบ่อย ๆ

  1. การอุ้มเด็กหรือการยกของหนัก มักมีความเสี่ยงที่จะเกิดการอักเสบของปลอกหุ้มเอ็นข้อมือ การจับหรือลิฟต์ของหนักด้วยข้อมืออาจทำให้เส้นเอ็นและปลอกหุ้มเอ็นเกิดการระคายเคือง
  1. การตั้งครรภ์และการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนทำให้เส้นเอ็นมีความไวต่อการบาดเจ็บหรือการอักเสบมากขึ้น หลังคลอดผู้หญิงบางคนอาจพบอาการนี้ เนื่องจากการอุ้มทารกบ่อย ๆ ซึ่งต้องใช้ข้อมือและแขนในการทำกิจกรรมต่าง ๆ
  1. โรคเกี่ยวกับข้อและเส้นเอ็น โรคข้ออักเสบ (Arthritis) หรือ โรคข้อเสื่อม อาจทำให้ข้อมือเกิดการอักเสบได้ง่ายขึ้น เนื่องจากการทำลายของข้อและเอ็น โรคเบาหวาน หรือ โรคเก๊าท์ ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการอักเสบของปลอกหุ้มเอ็นข้อมือได้
  1. การบาดเจ็บจากการกระแทกหรือการตก การกระแทกหรือบาดเจ็บที่ข้อมือ เช่น การตกลงจากที่สูง หรือการได้รับการกระทบกระแทกที่ข้อมือ อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บหรืออักเสบของปลอกหุ้มเอ็นได้
  1. การทำงานที่ต้องใช้การบิดข้อมือบ่อย ๆ งานที่ต้องบิดข้อมือหรือหมุนข้อมือไปมามาก ๆ เช่น การ ทำอาหาร, การปักผ้า, หรือ การทำงานฝีมือ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบของปลอกหุ้มเอ็น
  1. อายุและเพศ ผู้หญิง มักจะมีโอกาสเกิดภาวะนี้มากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในช่วงอายุ 30-50 ปี และในบางกรณีหลังการตั้งครรภ์หรือคลอดบุตร 
  1. พันธุกรรม บางคนอาจมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบเนื่องจากลักษณะทางพันธุกรรม

คุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีภาวะปวดข้อมือหรือไม่

อาการ ปวดข้อมือ ไม่ได้เลือกเกิดเฉพาะกับใครคนใดคนหนึ่ง แต่พฤติกรรมและลักษณะทางกายภาพบางอย่างส่งผลให้บางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ต้องใช้ทักษะจากมืออย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน

พฤติกรรมคนทำงานออฟฟิศที่ใช้มือและคอมพิวเตอร์นาน

ชาวออฟฟิศที่ต้องวางข้อมือบนโต๊ะในท่าเดิมนาน ๆ หรือใช้คีย์บอร์ดที่ไม่ได้สัดส่วน มักเกิดภาวะกล้ามเนื้อและเอ็นข้อมือเกร็งค้าง พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อแรงดันในโพรงข้อมือ ทำให้เกิดอาการปวดข้อมือร่วมกับอาการชาที่นิ้วมือ ซึ่งหากปล่อยไว้เกิน 6 เดือน อาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้ออุ้งมือลีบฝ่อได้

ความแตกต่างของอาการเจ็บข้อมือในแต่ละช่วงวัย

ในวัยทำงาน อาการปวดข้อมือมักเกิดจากการอักเสบจากการใช้งานหนัก (Overuse) แต่ในผู้สูงอายุ สาเหตุมักมาจากความเสื่อมของข้อต่อหรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ขณะที่ในเพศหญิงมักพบอาการเจ็บข้อมือได้บ่อยกว่าเพศชาย เนื่องจากลักษณะงานบ้าน งานฝีมือ หรือการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนที่ส่งผลต่อความยืดหยุ่นของเส้นเอ็น

3 โรคยอดฮิตที่มักมาพร้อมอาการปวดข้อมือเรื้อรัง

เมื่ออาการปวดข้อมือเริ่มส่งผลกระทบต่อการหยิบจับสิ่งของ หรือปวดมากในช่วงกลางคืน นั่นอาจหมายความว่าคุณกำลังเผชิญกับโรคยอดฮิต 3 ชนิดนี้

1. พังผืดกดทับเส้นประสาท Carpal Tunnel Syndrome

โรคนี้เกิดจากพังผืดบริเวณข้อมือหนาตัวขึ้นจนไปเบียดทับเส้นประสาท ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดข้อมือร่วมกับอาการชาที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง มักปวดมากตอนกลางคืนหรือตื่นนอนตอนเช้า หากทิ้งไว้นานเส้นประสาทอาจเสื่อมจนสูญเสียความรู้สึกและการทำงานของมือข้างนั้นไป

2. ปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ De Quervain Tenosynovitis

หากคุณรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มือทุกครั้งที่ขยับหรือบิดข้อมือ นั่นคือสัญญาณของปลอกหุ้มเอ็นอักเสบ โรคนี้พบได้บ่อยในคุณแม่ที่ต้องอุ้มลูกนาน ๆ หรือคนที่ใช้สมาร์ตโฟนบ่อย ๆ จุดกดเจ็บจะอยู่บริเวณปุ่มกระดูกข้อมือฝั่งนิ้วโป้งชัดเจน และทำให้การใช้งานมือลำบากขึ้นมาก

3. ถุงน้ำในข้อมือ Ganglion Cyst จากการใช้งานหนัก

การใช้งานข้อมือซ้ำ ๆ อาจทำให้เยื่อหุ้มข้อฉีกขาดเล็กน้อยจนน้ำหล่อเลี้ยงข้อรั่วออกมาสะสมเป็นถุงน้ำ แม้ถุงน้ำนี้จะไม่ใช่อันตรายร้ายแรง แต่หากมีขนาดใหญ่ก็จะไปกดเบียดเส้นเอ็นรอบข้าง ทำให้เกิดความรู้สึกรำคาญหรือปวดข้อมือ เมื่อต้องออกแรงกดหรือยันข้อมือลงบนพื้น

ปวดข้อมือแบบไหนที่ควรเข้าพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยด่วน

หากอาการปวดข้อมือของคุณมีลักษณะดังต่อไปนี้ แนะนำให้รีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่คลินิกกระดูกและข้อ โดยไม่ต้องรอ

  • อาการปวดข้อมือไม่ทุเลาลงแม้จะพักการใช้งานหรือกินยาแก้ปวดแล้วเกิน 1 สัปดาห์
  • มีอาการชาตลอดเวลา หรือความรู้สึกที่นิ้วมือเริ่มลดน้อยลง
  • ไม่สามารถหยิบจับของเบา ๆ หรือติดกระดุมเสื้อได้ตามปกติ
  • มีอาการบวม แดง ร้อน หรือมีไข้ร่วมกับอาการปวดข้อ
  • ข้อมือผิดรูปหรือเคลื่อนไหวไม่ได้เลยหลังจากอุบัติเหตุ

วิธีแก้ปวดข้อมือเบื้องต้นด้วยตัวเอง

สำหรับการบาดเจ็บที่ไม่รุนแรง คุณสามารถบรรเทาอาการปวดข้อมือได้ด้วยวิธีที่ทำได้เองที่บ้านดังนี้

  • พักการใช้งาน (Rest): หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องเกร็งหรือบิดข้อมือชั่วคราว
  • ประคบเย็น (Cold Pack): หากมีอาการบวมแดง ให้ประคบเย็น 10-15 นาที เพื่อลดการอักเสบ
  • อุปกรณ์พยุงข้อมือ (Splint): ใส่ที่ดามข้อมือในช่วงกลางคืนเพื่อล็อกข้อมือให้อยู่ในท่าตรง ลดแรงกดทับเส้นประสาท
  • การบริหารเบา ๆ: เมื่ออาการปวดลดลง ให้ฝึกกางนิ้วออกโดยใช้ยางรัดผมเป็นแรงต้าน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อเล็ก ๆ ในมือ

นวัตกรรมฟื้นฟูอาการปวดข้อมือที่ KLOSS Wellness Clinic

ที่ KLOSS Wellness Clinic เรามุ่งเน้นการรักษาที่ต้นเหตุด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เราออกแบบแผนการฟื้นฟูเฉพาะบุคคลเพื่อจัดการปัญหาปวดข้อมืออย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการใช้คลื่นกระแทก (Shockwave) เพื่อสลายพังผืด หรือนวัตกรรมการฟื้นฟูเซลล์ที่ช่วยซ่อมแซมเส้นเอ็นที่บาดเจ็บ เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้เต็มศักยภาพโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด

สรุปวิธีป้องกันอาการปวดข้อมือ เพื่อสุขภาพมือที่ยั่งยืน

การป้องกันอาการปวดข้อมือที่ดีที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทำงานให้เหมาะสมและการหยุดพักระหว่างวัน หากคุณเริ่มมีอาการเจ็บหรือชาที่รบกวนชีวิตประจำวัน การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ KLOSS Wellness Clinic จะช่วยให้คุณได้รับการวินิจฉัยที่แม่นยำและรับการรักษาที่ตรงจุด เพื่อรักษาอวัยวะสำคัญอย่างมือและข้อมือให้แข็งแรงไปพร้อมกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมอย่างแท้จริง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปวดข้อมือ

ปวดข้อมือข้างขวาเกิดจากอะไร?

ส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้งานมือข้างถนัดหนักเกินไป เช่น การจับเมาส์คอมพิวเตอร์ในท่าที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานาน ส่งผลให้เอ็นข้อมืออักเสบหรือพังผืดกดทับเส้นประสาทได้ง่ายกว่าข้างซ้าย

บริหารข้อมืออย่างไรให้หายปวด?

แนะนำให้บริหารด้วยท่ากำ-แบมือช้า ๆ และการยืดเหยียดข้อมือขึ้น-ลงค้างไว้ท่าละ 10 วินาที รวมถึงการใช้ยางยืดรัดนิ้วมือเพื่อฝึกแรงต้าน จะช่วยสร้างความมั่นคงและลดความตึงเครียดของเส้นเอ็นได้ดี

หากมีอาการปวดข้อมือ ควรประคบร้อนหรือเย็นถึงจะดี

หากมีอาการบวมแดงร้อนจากการบาดเจ็บเฉียบพลัน ควรประคบเย็นเพื่อลดบวมในช่วง 48-72 ชั่วโมงแรก  แต่ถ้าเป็นอาการปวดตึงเรื้อรังจากการทำงานหนัก การประคบอุ่นจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ดีกว่า

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Kloss Wellness Clinic มี 2 สาขา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save
LOGO KLOSS WELLNESS CLINIC

BOOKING

 กรุณากรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ
กรุณาเลือก Promotions ที่คุณสนใจ
*** สงวนสิทธิ์ 1 คน / 1 สิทธิ์